ความผูกขาดในสนามที่เริ่มเปลี่ยนไป
สถานะของกลุ่ม บิ๊กซิกซ์ ในพรีเมียร์ลีกซึ่งประกอบด้วย อาร์เซน่อล, เชลซี, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เริ่มไม่แน่นอนในแง่ผลการแข่งขัน แม้ทั้งหมดยังคงติด 10 อันดับแรกของสโมสรที่ทำรายได้สูงสุดในโลกฟุตบอล
ในช่วง 3 ฤดูกาลหลังสุด พื้นที่ท็อปซิกซ์ตกเป็นของสโมสรนอกกลุ่มดั้งเดิมถึง 5 โควตา ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับช่วงเวลา 8 ฤดูกาลก่อนหน้านั้นรวมกัน โดยในช่วง 6 ฤดูกาลที่ผ่านมา มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่กลุ่มบิ๊กซิกซ์สามารถจบใน 6 อันดับแรกพร้อมกันได้ทั้งหมด
ปัญหาผลงานตกต่ำและการเปลี่ยนกุนซือบ่อยครั้ง
ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ จบฤดูกาลด้วยอันดับ 17 ซึ่งเหนือโซนตกชั้นเพียงขั้นเดียวตลอด 2 ฤดูกาลหลังสุด และออกสตาร์ตฤดูกาลปัจจุบันด้วยการไร้ชัยชนะใน 6 เกมแรก รั้งรองบ๊วยด้วยการมี 3 คะแนน ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี ต่างหลุดจากพื้นที่ท็อปซิกซ์ไปแล้วทีมละ 2 ครั้งนับตั้งแต่ฤดูกาล 2021-22
นับตั้งแต่เริ่มฤดูกาล 2020-21 เชลซีแต่งตั้งกุนซือถาวรไปแล้ว 7 คน สเปอร์สมี 6 คน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใช้ไป 4 คน ขณะที่ อาร์เซน่อล เลือกให้เวลา มิเกล อาร์เตต้า จนสามารถยุติการรอคอยแชมป์ลีก 22 ปีได้เมื่อซีซั่นก่อน ส่วน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ครองความยิ่งใหญ่มาตลอดทศวรรษก็ต้องเจอกับความไม่แน่นอน หลังถูกตัดสินว่าละเมิดกฎทางการเงินตลอดช่วงเวลา 9 ปี
ทีมคู่แข่งยกระดับด้วยการเงินและระบบข้อมูล
สโมสรอื่นสามารถลดช่องว่างเข้ามาได้อย่างชัดเจน โดย นิวคาสเซิ่ล ก้าวขึ้นมาหลังกลุ่มทุนซาอุดีอาระเบียเข้าเทกโอเวอร์ด้วยมูลค่า 305 ล้านปอนด์เมื่อปี 2021 จนขยับจากอันดับ 11 มาจบอันดับ 4 และอันดับ 5 ในเวลาต่อมา
ด้าน ไบรท์ตัน ใช้กลยุทธ์การสรรหานักเตะและระบบข้อมูลเข้ามาช่วยแข่งขันในตลาดซื้อขาย โดยดึงผู้เล่นอายุน้อยราคาประหยัดมาพัฒนาและทำกำไรมหาศาล เช่น การขาย มอยเซส ไกเซโด ในราคา 115 ล้านปอนด์, มาร์ก กูกูเรยา 62 ล้านปอนด์ และ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ 55 ล้านปอนด์ ซึ่ง ไมค์ เคฟ ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสรยืนยันว่าเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ระบุนักเตะพรสวรรค์จากทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ