หนี้รวมยังแตะหลักพันล้านปอนด์และการลงทุนที่ดินสร้างสนาม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันว่าภาระหนี้สินรวมของสโมสรยังคงอยู่เหนือระดับ 1 พันล้านปอนด์ แม้ว่า เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ จะเดินหน้าใช้มาตรการลดค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดตลอดช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ สโมสรยังระบุว่าได้ใช้เงินไป 63.5 ล้านปอนด์ในการซื้อที่ดินสำหรับรองรับโครงการสร้างสนามเหย้าแห่งใหม่
เงินก้อนดังกล่าวถูกนำมาจากวงเงินกู้ยืมเพิ่มเติมจำนวน 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 94.14 ล้านปอนด์ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ช่วงฤดูร้อน ซึ่งทางสโมสรยังไม่ได้ชี้แจงว่านำเงินส่วนที่เหลือไปใช้ในด้านใด โดยโครงการก่อสร้างสนามแห่งใหม่นี้คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณรวมมากกว่า 2 พันล้านปอนด์ และมีทำเลที่ตั้งห่างจากสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เดิมออกไปราว 350 หลา
สำหรับโครงสร้างหนี้ของสโมสรแม้จะปรับลดลงมาจากระดับ 1.3 พันล้านปอนด์ในช่วงปลายเดือนธันวาคม แต่ปัจจุบันยังคงเกิน 1 พันล้านปอนด์ ประกอบไปด้วยหนี้เดิมที่มีอยู่ 577.6 ล้านปอนด์ วงเงินสินเชื่อหมุนเวียนคงค้าง 111.4 ล้านปอนด์ และภาระค่าตัวนักเตะค้างจ่าย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 75 ของยอดเจ้าหนี้การค้าและหนี้สินอื่นจำนวน 473 ล้านปอนด์
รายได้สร้างสถิติสูงสุดสวนทางต้นทุนการเงินที่พุ่งขึ้น
ในแง่ของผลประกอบการ สโมสรได้ประกาศตัวเลขรายได้ระดับสถิติใหม่ที่ 677.6 ล้านปอนด์ พร้อมทั้งมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.6 ล้านปอนด์ แม้ว่าจะไม่ได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งทศวรรษ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกจากฤดูกาล 2023-24 ที่เคยขาดทุนสูงถึง 113.2 ล้านปอนด์
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินสุทธิของสโมสรกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 228.3 มาอยู่ที่ 69.6 ล้านปอนด์ ซึ่งทางสโมสรระบุว่าเป็นผลมาจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ คีแรน แม็คไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอลระบุว่า ต้นทุนทางการเงินสุทธิเพียงอย่างเดียวของสโมสรได้พุ่งเกิน 1 พันล้านปอนด์ไปแล้ว นับตั้งแต่ตระกูลเกลเซอร์เข้ามาเทคโอเวอร์แบบใช้เงินกู้เมื่อปี 2005
ทางด้านค่าชดเชยของผู้จัดการทีม สโมสรสามารถประหยัดงบประมาณไปได้ 8.5 ล้านปอนด์ จากตัวเลขประเมินเดิมที่ 16.5 ล้านปอนด์ สำหรับการจ่ายเงินให้อดีตกุนซือ รูเบน อโมริม ภายหลังเจ้าตัวตอบรับงานคุมทีมเอซี มิลาน
ผลกระทบจากการตัดลดงบประมาณและเสียงสะท้อนเรื่องเสริมทัพ
เพื่อเป็นการลดตัวเลขการขาดทุน สโมสรได้ดำเนินมาตรการปลดพนักงานไปสองระลอก ส่งผลให้มีผู้ต้องออกจากตำแหน่งรวม 450 คน ซึ่งช่วยให้ค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนลดลง 11.3 ล้านปอนด์ เหลือ 302 ล้านปอนด์ โดยสโมสรชี้แจงว่าเกิดจากการปรับโครงสร้างทีมชุดใหญ่ชายควบคู่กับโครงการลดจำนวนบุคลากรในช่วง 2 ปีงบประมาณที่ผ่านมา
โอมาร์ เบอร์ราดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสโมสร แสดงความพอใจต่อรายได้ระดับสถิติ โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและการดำเนินงานตลอดสองปีที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าจะรักษาแนวทางการเงินที่ยั่งยืน และได้เสริมทัพให้กับทั้งทีมชายและทีมหญิงในช่วงตลาดซื้อขาย
ถึงกระนั้น แฟนบอลจำนวนมากยังคงแสดงความไม่พอใจต่องบประมาณในการเสริมทัพทีมชุดใหญ่ของ ไมเคิล คาร์ริค ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งใช้เงินไป 148 ล้านปอนด์ในการคว้าตัว คาร์ลอส บาเลบา, อันเดรย์ ซานโตส และ ยูริ ตีเลอมันส์ ซึ่งน้อยกว่างบประมาณ 458 ล้านปอนด์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และต่ำกว่าทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นอย่าง อิปสวิช ทาวน์
ปัญหาความพร้อมของขุมกำลังและผลงานในสนาม
กระแสวิจารณ์ของกองเชียร์พุ่งเป้าไปที่การไม่ดึงตัวแบ็กซ้ายเข้ามาเพิ่มเพื่อแข่งขันกับ ลุค ชอว์ ซึ่งพลาดการลงสนามไปแล้ว 3 นัดจากปัญหาอาการบาดเจ็บ รวมถึงไม่มีกองหน้าเข้ามาสนับสนุน เบนยามิน เซสโก้ ที่พลาดช่วงปรีซีซั่นเนื่องจากปัญหาบริเวณหน้าแข้งที่กลับมากำเริบอีกครั้ง
สถานการณ์ในสนามปัจจุบัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกไปอยู่อันดับที่ 12 ของตารางพรีเมียร์ลีก และตกรอบฟุตบอลอีเอฟแอล คัพ ไปเป็นที่เรียบร้อย ท่ามกลางกระแสการประท้วงของแฟนบอล
นอกจากนี้ ทีมฟุตบอลหญิงของสโมสรในศึกวีเมนส์ ซูเปอร์ลีก ก็เผชิญกับเสียงวิจารณ์เรื่องการขาดการลงทุนเช่นกัน โดยปัจจุบันทีมหญิงรั้งตำแหน่งรองบ๊วยของตารางคะแนน หลังเก็บได้เพียง 1 คะแนนจากการลงสนาม 3 นัดแรก