ผลงานดิ่งลงเหวและรอยร้าวในห้องแต่งตัว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตฟอร์มการเล่นหลังไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยตลอด 7 นัดหลังสุดในทุกรายการ ความพ่ายแพ้ต่อโคโม 1-4 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ส่งผลให้ ไมเคิล คาร์ริก ต้องเดินไปยกมือขอโทษแฟนบอลหลังจบเกม

นอกเหนือจากผลการแข่งขันที่ไม่เป็นใจ บรรยากาศภายในทีมเริ่มตึงเครียดมากขึ้น โดยมีรายงานว่า ลิซานโดร มาร์ติเนซ ปราการหลังของทีม ได้แสดงความไม่พอใจใส่ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล หลังเกมพ่าย แอตเลติโก มาดริด ขณะที่ บรูโน แฟร์นันด์ส กัปตันทีม ออกมาตั้งคำถามถึงแท็กติกการเล่นในเกมล่าสุด

วัฏจักรปลดกุนซือยุคหลัง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

นับตั้งแต่การอำลาตำแหน่งของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในปี 2013 สโมสรแต่งตั้งผู้จัดการทีมถาวรมาแล้ว 7 ราย ได้แก่ เดวิด มอยส์, หลุยส์ ฟาน กัล, โชเซ มูรินโญ, โอเล กุนนาร์ โซลชา, เอริก เทน ฮาก, รูเบน อโมริม และ ไมเคิล คาร์ริก โดยมีกุนซือชั่วคราวอย่าง ไรอัน กิ๊กส์, ราล์ฟ รังนิค, รุด ฟาน นิสเตลรอย และ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ เข้ามาคั่นเวลา

แม้บางช่วงเวลาจะมีถ้วยรางวัลเข้ามาประดับสโมสร เช่น เอฟเอ คัพ ของ ฟาน กัล ในปี 2016, ลีก คัพ กับ ยูโรปา ลีก ยุค มูรินโญ ปี 2017 และแชมป์ เอฟเอ คัพ ของ เทน ฮาก ปี 2024 แต่สุดท้ายผู้จัดการทีมทุกคนต่างถูกปลดออกจากตำแหน่งในลักษณะเดียวกัน

ข้อผิดพลาดเชิงโครงสร้างและการตัดสินใจของผู้บริหาร

ปัญหาของทัพปีศาจแดงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตำแหน่งผู้จัดการทีม แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจระดับบริหาร ตั้งแต่ยุคของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด, ตระกูลเกลเซอร์ ไปจนถึง เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เจ้าของร่วมคนปัจจุบัน ซึ่งทำงานร่วมกับ โอมาร์ เบอร์ราดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ วิลค็อกซ์

หนึ่งในตัวอย่างความผิดพลาดชัดเจนคือกรณีของ เทน ฮาก ที่เกือบโดนปลดแต่กลับได้ต่อสัญญาใหม่พร้อมงบเสริมทัพ 200 ล้านปอนด์ หลังชนะนัดชิงเอฟเอ คัพ ทว่าท้ายที่สุดกุนซือชาวดัตช์ถูกปลดในอีก 6 เดือนต่อมา พร้อมค่าชดเชยให้เขาและทีมงานรวมกว่า 10 ล้านปอนด์ สะท้อนถึงการวางแผนที่ไร้ความมั่นคงของสโมสร