ชัยชนะในเกมดาร์บี้และการคืนฟอร์มของทัพสิงห์บลูส์
หลังจากที่เชลซีต้องเสียแชมป์วีเมนส์ ซูเปอร์ลีก (WSL) ไปเมื่อฤดูกาลก่อน จนถูกตั้งคำถามถึงความแข็งแกร่ง ล่าสุดพวกเธอเริ่มแสดงสัญญาณการกลับมาท้าชิงตำแหน่งแชมป์อีกครั้ง โดยเก็บชัยชนะสำคัญเหนืออาร์เซนอล 1-0 ในศึกลอนดอนดาร์บี้ จากประตูโทนของ อลิสซา ธอมป์สัน ผลงานนัดนี้ทำให้เชลซียืดสถิติไม่แพ้ใครในลีกเป็น 12 นัดติดต่อกัน และทำแต้มตามหลังจ่าฝูงอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียง 2 คะแนนเท่านั้น
เกมนี้เชลซีแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางแท็กติก โดยยอมรับบทบาทการตั้งรับอย่างมีวินัย ควบคุมสถานการณ์ยามไม่มีบอล และต้านทานแรงกดดันจากอาร์เซนอลได้อย่างนิ่งสงบ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ดูสดใหม่และต่างออกไปจากช่วงที่ฟอร์มสะดุดไปเมื่อซีซั่นก่อนหน้า
เกมรับเหนียวแน่นและการปรับหมากของ บงปาสตอร์
โซเนีย บงปาสตอร์ กุนซือเชลซี ซึ่งเคยพาทีมกวาดเทรเบิลแชมป์ในประเทศแบบไร้พ่ายในฤดูกาลแรกของการคุมทัพ ก่อนจะเสียแชมป์ลีกที่ครองมายาวนานถึง 6 ปีให้กับ แมนฯ ซิตี้ ได้พาขุมกำลังกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง แม้จะออกสตาร์ตฤดูกาลด้วยการเสมอ แอสตัน วิลลา 1-1 ในบ้าน แต่หลังจากนั้นก็เดินหน้าเก็บชัยชนะรวด 3 นัด
ชัยชนะเหนืออาร์เซนอลยังเป็นการเก็บคลีนชีตติดต่อกันเป็นนัดที่ 3 รวมเวลาที่ไม่เสียประตูยาวนานถึง 315 นาที โดย บงปาสตอร์ ระบุว่าทีมของเธอเตรียมตัวรับมือกับช่วงเวลาที่ไม่ได้เป็นฝ่ายครองเกมมาเป็นอย่างดี วางแผนบีบให้คู่แข่งเล่นในพื้นที่ที่ต้องการ และรับมือด้วยความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจได้อย่างยอดเยี่ยม
ความลงตัวของแดนกลางและนักเตะใหม่
คีรา วอลช์ กองกลางทีมชาติอังกฤษวัย 29 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในแดนกลาง จังหวะยิงของเธอถูกปัดออกมาจนนำไปสู่ประตูชัยของ ธอมป์สัน นอกจากนี้ การประสานงานร่วมกับ เล็กซี พอตเตอร์ มิดฟิลด์วัย 20 ปี ยังช่วยเปิดโอกาสให้ วอลช์ มีอิสระในการดันขึ้นไปเติมเกมรุกได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้เล่นใหม่อย่าง เมลวีน มาลาร์ กองหน้าชาวฝรั่งเศสที่ย้ายมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็สร้างผลงานได้น่าประทับใจนับตั้งแต่ประเดิมสนามด้วยการทำประตูใส่ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ โดยช่วยขับเคลื่อนเกมเพรสซิ่งแดนหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผนึกกำลังร่วมกับ แอลลี คาร์เพนเตอร์ ที่เติมเกมริมเส้น และ เคที แม็คเคบ ที่ย้ายมาจากอาร์เซนอลโดยตรง ซึ่งเข้ามาเติมเต็มความดุดันและภาวะผู้นำที่ทีมเคยขาดหายไป
ความหวังในการทวงบัลลังก์แชมป์ลีก
สถานการณ์หลังจบเกมส่งผลให้อาร์เซนอลหล่นไปอยู่อันดับ 7 มีแต้มตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 7 คะแนน จากการเก็บชัยชนะได้เพียงนัดเดียวและยิงได้แค่ 2 ประตูใน 4 นัดแรกของฤดูกาล สวนทางกับเชลซีที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในการร่วมแรงร่วมใจสู้เพื่อตำแหน่งแชมป์
ชัยชนะนัดนี้กลายเป็นแรงส่งสำคัญให้เชลซียังคงกดดันจ่าฝูงอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ ซิตี้ จะมีคิวต้องเปิดบ้านรับมือกับ อาร์เซนอล ในโปรแกรมลีกนัดถัดไป