เกมสูสีแดนกลาง เชลซียันเกมรุกเจ้าถิ่นอยู่หมัด

โซเนีย บอมปาสตอร์ พาทีม เชลซี บุกมาเยือน โอแอล ลียงเนส สโมสรเก่าที่เธอเคยประสบความสำเร็จทั้งในฐานะผู้เล่นและกุนซือ การแข่งขันดำเนินไปอย่างรัดกุมและค่อนข้างตึงเครียด โดยทีมเยือนใช้งาน เคียรา วอลช์ ประสานงานคู่กับ เล็กซี พ็อตเตอร์ ดาวรุ่งวัย 20 ปีในแผงมิดฟิลด์ ซึ่งทำผลงานคุมจังหวะเกมได้อย่างยอดเยี่ยมต่อเนื่องจากนัดที่เพิ่งชนะ อาร์เซนอล เมื่อสุดสัปดาห์

เจ้าถิ่นที่ยิงประตูคู่แข่งมาอย่างถล่มทลายในฤดูกาลนี้ พยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่และเกือบได้เฮตั้งแต่ช่วงต้นเกม ทว่า ฮันนาห์ แฮมป์ตัน ผู้รักษาประตูของสิงห์บลูส์ โชว์ความนิ่งเซฟจังหวะยิงของ ซัลมา ปารัลลูเอโล เอาไว้ได้ ก่อนที่ลูกยิงของ เมลชี ดูมอร์เนย์ จะเฉี่ยวเสาออกไป ทำให้จบครึ่งแรกโดยที่ยังทำอะไรกันไม่ได้

ดราม่า VAR ปฏิเสธสองจุดโทษของสิงห์บลูส์

เข้าสู่ครึ่งหลัง เชลซี เริ่มต้นได้คึกคักและเกือบได้จุดโทษจากจังหวะที่ ทาร์ซิอาเน เข้าสกัด โชเก นึสเคน ทว่าเมื่อผู้ตัดสินไปเช็กจอด้านข้างสนามก็พบว่า ลูซี บรอนซ์ ล้ำหน้าและมีส่วนร่วมกับการเล่นเสียก่อน ส่งผลให้ทีมเยือนชวดโอกาสขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย

จากนั้นเกมมีจังหวะปัญหาอีกครั้งเมื่อผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษแก่ เชลซี ในจังหวะที่ ดามาริส เอกูร์โรลา เข้าปะทะกับ ลอเรน เจมส์ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมา ทว่าหลังการตรวจสอบภาพช้า ผู้ตัดสินกลับคำตัดสินและริบจุดโทษคืน สร้างความไม่พอใจให้กับ บอมปาสตอร์ ที่มองว่าจังหวะดังกล่าวเป็นจุดโทษชัดเจน

แฮมป์ตันซูเปอร์เซฟท้ายเกมช่วยแบ่งแต้มสำคัญ

ช่วงท้ายเกมเปิดหน้าแลกกันอย่างดุเดือด ลียงเนส พลาดการได้ประตูเมื่อ ปารัลลูเอโล ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายแต่ถูกจับล้ำหน้า ขณะที่ เจมส์ มีโอกาสทองลุ้นยิงประตูให้ทีมเยือนแต่ถูก มาลา โกรส ปัดข้ามคานไปได้หวุดหวิด

แฮมป์ตัน กลายเป็นฮีโร่ของ เชลซี อีกครั้งหลังพุ่งเซฟลูกยิงเผาขนของ อาดา เฮเกอร์เบิร์ก เอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ ก่อนที่ ไมกะ ฮามาโนะ จะยิงหลุดกรอบไปในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้ทั้งสองทีมจบเกมด้วยการแบ่งแต้มกันไปแบบไร้สกอร์ ซึ่งถือเป็นผลการแข่งขันที่น่าพอใจสำหรับทีมเยือนในเกมเยือนสุดหินของรอบลีกเฟส